มาตรวัดค้นหาจุดแข็ง (Strength-based Assessment)

มาตรวัดค้นหาจุดแข็ง

แบบค้นหาลักษณะเด่นในตนเอง (Strength-based Assessment)

หลักการและเหตุผล

ทุกวันนี้ สังคมไทยเปิดกว้างและให้ความสำคัญกับเด็กไทยในการค้นหาความชื่นชอบ จุดเด่น ตลอดจนศักยภาพภายในตนเองมากขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ในวัยเด็ก ผู้ปกครองจะสนับสนุนให้เด็กได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายนอกเหนือจากการเรียนวิชาการ และเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกและตัดสินใจด้วยตนเอง อีกทั้ง ในวัยรุ่นก็ส่งเสริมให้ได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมภายในและภายนอกโรงเรียน ส่งเข้าร่วมแข่งขันเพื่อค้นหาความสามารถพิเศษ รวมทั้งให้ได้มีประสบการณ์เรียนรู้และการทำงานในสายอาชีพต่างๆ เพื่อมองเส้นทางการประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับตนเองในอนาคต

ช่วงวัยรุ่นเป็นวัยสำคัญที่เป็นรอยต่อระหว่างวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่ ตามทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคมของ Erik Erikson (Theory of Psychosocial Development) วัยรุ่นที่อยู่ในช่วงอายุ 12-18 ปี เป็นช่วงวัยที่ค้นหาอัตภาพหรือการรู้จักว่าตนเองเป็นเอกลักษณ์ และการไม่รู้จักตนเองหรือสับสนในบทบาทในสังคม (Ego Identity vs Role Confusion) ซึ่งเป็นขั้นพัฒนาการที่วัยรุ่นต้องผจญกับการค้นหาตัวตนว่า ฉันคือใคร ความชื่นชอบ ความถนัด จุดเด่น หรือความสนใจของฉันคืออะไร ตลอดจนเส้นทางอาชีพที่ฉันสนใจ หากวัยรุ่นค้นพบเอกลักษณ์ของตนเอง จะทำให้เกิดความรู้สึกมั่นใจ เห็นคุณค่าในตนเอง และพร้อมที่จะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่อย่างสมดุล อย่างไรก็ตาม วัยรุ่นที่ไม่สามารถค้นหาอัตลักษณ์ของตนเองได้ก็จะนำไปสู่ความรู้สึกสับสน ขาดความมั่นใจ และคล้อยตามค่านิยมของสังคมได้ง่าย

แม้ว่าประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้เด็กวัยรุ่นค้นหาตัวเองหรืออัตลักษณ์มากขึ้น แต่แบบประเมินทางจิตวิทยาที่ช่วยให้เด็กมองเห็นจุดแข็งของตนเองอันเป็นแนวทางสู่การเลือกเส้นทางอาชีพยังคงมีอยู่จำกัด ผู้พัฒนาจึงได้พัฒนาแบบค้นหาลักษณะเด่นในตนเอง (Strengths-based Assessment) โดยอยู่บนพื้นฐานของ Strengths-based approaches ที่อ้างอิงจาก Strengths-based model ซึ่งแนวคิด Strengths-based model มีความแตกต่างจากแนวคิดทั่วไปที่มักจะเน้นการพัฒนาจุดด้อยหรือข้อจำกัด ในขณะที่แนวคิด Strengths-based model เน้นไปที่การพัฒนาทักษะและความสามารถและจุดแข็งเป็นหลักภายใต้ความเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีความแตกต่างทางระบบประสาทที่ส่งผลต่อความสามารถที่หลากหลาย นำไปสู่การสนับสนุนและค้นหาวิธีทำงานร่วมกับจุดแข็งของเด็กเพื่อให้เด็กมีส่วนร่วมและประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ได้ ซึ่งจุดแข็งนี้จะเน้นไปที่ความสำคัญกับความสามารถ ทักษะ ความรู้ ความเชื่อมโยง และศักยภาพในตัวบุคคลและชุมชน การมุ่งเน้นพัฒนาจุดแข็งไม่ได้หมายถึงการไม่สนใจแก้ไขจุดด้อย แต่แนวทางการพัฒนาจุดแข็งนั้นจะเสริมสร้างคุณลักษณะเฉพาะในตัวตนของเด็ก ซึ่งช่วยให้เด็กสามารถเผชิญกับความยากลำบากและก้าวข้ามผ่านอุปสรรคในรูปแบบของตนเองได้

Strength-based strategies ซึ่งเป็นแนวคิดหลักในการพัฒนาแบบวัดนี้ อ้างอิงจากแนวคิดของ ดร. โธมัส อาร์มสตรอง (Thomas Armstrong) ผู้ศึกษาและเขียนหนังสือเกี่ยวกับความหลากหลายทางระบบประสาท โดยอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ที่นักการศึกษาทั่วไปและนักการศึกษาพิเศษไม่ได้มุ่งเน้นไปยังข้อจำกัดทางการเรียนรู้ของเด็ก แต่มุ่งค้นหาความถนัดและจุดแข็งของเด็ก รวมถึงองค์ประกอบของสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมต่อการเรียนรู้เชิงบวก ได้แก่ ด้านความเป็นตัวตน (Personal Strength) ด้านการสื่อสาร (Communication Strength) ด้านทักษะทางอารมณ์ (Emotional Strength) ด้านทักษะทางสังคม (Social Strength) และด้านทักษะทางสมอง (Cognitive Strength) ด้านวัฒนธรรม (Cultural Strengths) ด้านภาษา (Literacy Strengths) ด้านตรรกะและเหตุผล (Logical Strengths) ด้านการรับรู้และมิติสัมพันธ์ (Visual-Spatial Strengths) ด้านร่างกาย (Physical Strengths) ด้านความคล่องแคล่ว (Dexterity Strengths) ด้านธรรมชาติวิทยา (Nature Strengths) ด้านดนตรี (Musical Strengths) ด้านเทคโนโลยี (High Tech Strengths) ด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creative Strengths) ด้านจิตวิญญาณ (Spiritual Strengths) และ ด้านเบ็ดเตล็ด (Miscellaneous Strengths)

นอกจากนี้ ผู้พัฒนาได้นำทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of multiple intelligences) ซึ่งพัฒนาโดยโฮวาร์ด การ์ดเนอร์ ที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความฉลาด และความโดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งการ์ดเนอร์ได้แบ่งพหุปัญญาออกเป็นหลายด้าน ได้แก่ ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical – Mathematical Intelligence) ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Visual – Spatial Intelligence) ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily – Kinesthetic Intelligence) ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence) ปัญญาด้านมนุษย์สัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence) ปัญญาด้านความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) และ ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence) และแนวคิดทางปัญญาด้านการมีวิจารณญาณในโลกออนไลน์ (Digital literacy) มาเป็นแนวคิดเพิ่มเติม โดยผนวกร่วมเข้ากับแนวคิด Strength-based strategies ที่เป็นแนวคิดพื้นฐานในการพัฒนาเครื่องมือให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน

ทางผู้พัฒนาเล็งเห็นถึงความสำคัญของเด็กทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่มีการเรียนรู้แบบทั่วไปและกลุ่มที่มีการเรียนรู้แบบพิเศษ จึงนำหลักและทฤษฎีของ ดร. โธมัส อาร์มสตรอง โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ และแนวคิดทางปัญญาด้านการมีวิจารณญาณในโลกออนไลน์มาเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครื่องมือแบบค้นหาลักษณะเด่นในตนเอง (Strength-based Assessment)

Scroll to Top